1 กันยายน 2556

10 สุดยอด แหล่งท่องเที่ยวไทย ในดวงใจ

10 สุดยอด แหล่งท่องเที่ยวไทย ในดวงใจ


10 สุดยอด แหล่งท่องเที่ยวไทย ในดวงใจ (อ.ส.ท.)

โดย  ภาคภูมิ  น้อยวัฒน์

อันดับ 1 ภูกระดึง 

          ความหลากหลายของทิวทัศน์ พรรณไม้ สายน้ำ ทำให้ภูกระดึงครองใจนักเดินทางผู้รักธรรมชาติทุกยุคทุกสมัย

          อุทยานแห่งชาติภูกระดึง จังหวัดเลย คืออุทยานแห่งชาติลำดับ 2 ของประเทศไทย เป็นโรงเรียนแห่งแรกของนักเดินทางผู้นิยมธรรมชาติหลายต่อหลายรุ่น ตำนานเล่าว่า นายพรานคนหนึ่งติดตามล่าสัตว์ขึ้นไปจนพบดินแดนอันงดงามเหมือนสรวงสวรรค์แห่งนี้ บนยอดตัดของภูเขาหินทรายสูงจากระดับน้ำทะเลปานกลาง 400 - 1,200 เมตร รูปทรงเหมือนกระดึง มีพื้นที่ราบบนยอดเขากว้างใหญ่คล้ายรูปใบบอน เป็นแหล่งต้นน้ำของลำน้ำพอง อากาศค่อนข้างเย็นตลอดปี เปิดฤดูการท่องเที่ยวตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคมถึงวันที่ 31 พฤษภาคมของทุกปี และปิดฤดูการท่องเที่ยวตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายนถึงวันที่ 30 กันยายน เพื่อให้ป่าได้คืนสภาพ


 แหล่งท่องเที่ยวที่น่าสนใจ

          บนภูกระดึงนอกเหนือจากภูมิประเทศแปลกตาด้วยทิวสนเรียงรายบนที่ราบบนยอดภูอันกว้างใหญ่แล้ว ยังมีหน้าผาอันเป็นจุดชมทิวทัศน์ที่งดงามอีกหลายแห่งด้วยกัน โดยทางทิศตะวันออกมี ผานกแอ่น เป็นจุดชมพระอาทิตย์ขึ้น อยู่ห่างจากที่ทำการประมาณ 2 กิโลเมตร ทางทิศตะวันตกมี ผาหล่มสัก เป็นจุดชมพระอาทิตย์ตกได้อย่างชัดเจนที่สุด อยู่ห่างจากที่ทำการประมาณ 9 กิโลเมตร เป็นจุดถ่ายภาพยอดนิยมด้วยชะง่อนหินยื่นออกไปกับต้นสนริมผาโดยมี ผาแดง ผาเหยียบเมฆ ผานาน้อย ผาจำศีล และ ผาหมากดูก เป็นทางเลือกที่เรียงรายบนเส้นทางให้แวะชมพระอาทิตย์ตกได้สวยงามไม่แพ้กันอีกด้วย

          และด้วยความที่เป็นต้นน้ำ บนภูกระดึงจึงมีสถานที่ท่องเที่ยวที่เป็นแหล่งน้ำอยู่มากเช่นกัน อย่างสระแก้ว ต้นสายของลำธารสวรรค์ สระอโนดาต บึงน้ำขนาดใหญ่ จุดกำเนิดธารพระองค์ที่ไหลลงหน้าผากลายเป็น น้ำตกพระองค์ น้ำตกที่น่าสนใจบนภูกระดึง ได้แก่ น้ำตกวังกวาง ผาหินตัดขวางลำธาร ฝูงกวางมักจะลงมากินน้ำอยู่เสมอ เป็นที่มาของชื่อน้ำตก น้ำตกเพ็ญพบใหม่ เกิดจากลำธารวังกวาง หน้าหนาวจะเห็นใบเมเปิลร่วงหล่นปกคลุมผืนน้ำเป็นสีแดง น้ำตกถ้ำใหญ่ ร่มรื่นด้วยพรรณไม้ ช่วงต้นมกราคมทั่วบริเวณจะแดงฉานด้วยใบเมเปิลเกลื่อนพื้นป่า น้ำตกธารสวรรค์ น้ำตกขนาดเล็กบรรยากาศสวยงาม น้ำตกโผนพบ น้ำตก 8 ชั้น สูงประมาณ 30 เมตร โผน กิ่งเพชร อดีตแชมป์โลกมวยสากลคนแรกของไทยเป็นผู้ค้นพบเมื่อครั้งขึ้นไปฝึกซ้อมบนภูกระดึง น้ำตกสอเหนือ เป็นน้ำตกชั้นเดียว สูง 10 เมตร และน้ำตกสอใต้ อยู่ในลำธารสายเดียวกับน้ำตกสอเหนือ


อันดับ 2 ดอยอินทนนท์

          สุดยอดขุนเขาสูงสุดในสยามนามดอยอินทนนท์ งดงามด้วยพรรณพฤกษาและบรรยากาศเทือกดอยหนาวเย็นดึงดูดใจ

          อุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ เป็นอุทยานแห่งชาติลำดับที่ 6 ของประเทศไทย มีพื้นที่ทั้งหมดประมาณ 482 ตารางกิโลเมตร ครอบคลุมพื้นที่อำเภอแม่แจ่ม อำเภอจอมทอง และอำเภอสันป่าตอง จังหวัดเชียงใหม่ สภาพเทือกเขาสลับซับซ้อน เป็นส่วนหนึ่งของแนวเขตเทือกเขาถนนธงชัย ที่ทอดตัวแนวเหนือ-ใต้ ต่อเนื่องมาจากเทือกเขาหิมาลัยในประเทศเนปาล มีความสูงตั้งแต่ 400-2,565 เมตร จากกระดับน้ำทะเลปานกลาง โดยมียอดดอยอินทนนท์เป็นยอดเขาที่สูงที่สุดในประเทศไทย


          แต่เดิมดอยอินทนนท์มีชื่อว่า "ดอยหลวง" หรือ "ดอยอ่างกา" ในสมัยพระเจ้าอินทวิชยานนท์เป็นเจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ ทรงเห็นความสำคัญของป่าไม้เป็นอันมาก โดยเฉพาะบนดอยหลวง ถึงกับทรงมีรับสั่งว่าหากพระองค์สิ้นพระชนม์ให้แล่งเอาพระอัฐิส่วนหนึ่งไปบรรจุไว้ ภายหลังจึงได้สร้างสถูปบรรจุพระอัฐิของพระเจ้าอินทวิชยานนท์ไว้บนยอดดอยหลวง และเปลี่ยนชื่อเป็น "ดอยอินทนนท์"ตามพระนามแต่นั้นมา

 แหล่งท่องเที่ยวที่น่าสนใจ

          เส้นทางศึกษาธรรมชาติอ่างกา เป็นเส้นทางเที่ยวชมป่าดิบเขาระดับสูง มีพรรณไม้เขตอบอุ่นผสมกับเขตร้อน โดยในช่วงหน้าหนาวจะพบกุหลาบพันปีออกดอกบานสะพรั่ง ส่วนในหน้าร้อนจะพบข้าวตอกฤาษี ระยะทางประมาณ 360 เมตร ใช้เวลาเดินชมประมาณ 20 นาที


          เส้นทางศึกษาธรรมชาติกิ่วแม่ปาน เป็นป่าดิบและทุ่งหญ้าที่ฟื้นฟูสภาพจากป่าที่ถูกทำลาย มีทิวทัศน์ของผาหินที่สวยงาม บนเส้นทางตระการตาด้วยกุหลาบพันปีเรียงราย ระยะทางประมาณ 3 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินชมประมาณ 2 ชั่วโมง


          พระมหาธาตุนภเมทนีดล และพระมหาธาตุนภพลภูมิสิริ เจดีย์สถานปัตยกรรมแบบไทยประยุกต์ สร้างถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ในวโรกาสเจริญพระชนมพรรษา 5 รอบ ในปี พ.ศ.2530 และ พ.ศ.2535 ตั้งอยู่บริเวณกิโลเมตรที่ 41.5 ก่อนถึงยอดดอยอินทนนท์


         น้ำตกแม่ยะ น้ำตกขนาดใหญ่มีความสูง 260 เมตร เป็นน้ำตกที่สวยงามที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศไทยด้วยสายธารที่แผ่กว้างไปทั่วหน้าผาหินลาดสูงชัน ตั้งอยู่ริมถนนสายจอมทอง-ฮอด โดยมีทางแยกขวาออกไป


อันดับ 3 ดอยตุง

          ดอยตุง โดยเด่นด้วยหลากสีสันบุปผาชาตินานาพรรณที่สะพรั่งบานทุกฤดูกาลในส่วนแม่ฟ้าหลวง

          ดอยตุงอยู่ในเขตพื้นที่อำเภอแม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย ขึ้นไปทางเหนือจากตัวเมืองเชียงรายประมาณ 45 กิโลเมตร แต่เดิมเป็นเทือกเขาป่าเสื่อมโทรม เนื่องจากถูกชาวเขาตัดทำลาย กระทั่งสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีได้เสด็จพระราชดำเนินมาทอดพระเนตรเห็นและมีพระราชดำรัสว่า "ฉันจะปลูกป่าดอยตุง" จึงได้มีการจัดทำโครงการพัฒนาดอยตุงขึ้นในปี พ.ศ.2530 ปลูกป่ากลับคืนสู่ธรรมชาติ ไม่นานดอยตุงก็คืนสภาพเป็นป่าที่อุดมสมบูรณ์อีกครั้ง และกลับกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่โดดเด่นที่สุดของเชียงราย


 แหล่งท่องเที่ยวที่น่าสนใจ

          พระตำหนักดอยตุง สร้างขึ้นด้วยพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ เป็นการผสมผสานระหว่างสถาปัตยกรรมล้านนากับบ้านไม้ซุงพื้นเมืองแบบสวิตเซอร์แลนด์ โดยพระราชทานแนวพระราชดำริให้เน้นความเรียบง่ายและใช้ประโยชน์ได้ดี ภายนอกพระตำหนักสดสวยสะพรั่งไปด้วยไม้ดอกไม้ประดับเมืองหนาวนานาพรรณที่สวยงามและสดชื่นตลอดปี


          สวนแม่ฟ้าหลวง เป็นสวนไม้ดอกไม้ประดับเมืองหนาวสร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2535 บนพื้นที่ประมาณ 12 ไร่ ใกล้พระตำหนักดอยตุง จัดแต่แปลงไม้ดอกหลากหลายพันธุ์นับหมื่นดอก หมุนเวียนให้สวยงามไม่ซ้ำกันใน 3 ฤดู กลางสวนมีประติมากรรมเด็กที่ได้รับพระราชทานชื่อว่า "ความต่อเนื่อง" ปัจจุบันสวนแม่ฟ้าหลวงได้ขยายพื้นที่เพิ่มอีก 13 ไร่ เป็นสวนหินสวนน้ำ และสวนไม้ประดับ รวมเนื้อที่สวนแม่ฟ้าหลวงทั้งหมดเป็น 25 ไร่


          สวนรุกขชาติแม่ฟ้าหลวง ดอยช้างมูบ ปี พ.ศ. 2535 มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงได้สร้างสวนรุกชาติบนพื้นที่ 250 ไร่ บนดอยช้างมูบ โดยรวบรวมพรรณไม้พื้นเมืองและพรรณไม้ป่าหายากจากแหล่งต่าง ๆ ไว้เป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะต้นกุหลาบพันปีนอกจากนั้น ยังมีต้นนางพญาเสือโคร่งที่ให้ดอกออกใบหลากสีตลอดปี มีทางเดินลัดเลาะไปตามไหล่เขาสำหรับชมต้นไม้ดอกไม้ มีลานปิกนิก ศาลานั่งพักผ่อน ระเบียงชมวิวซึ่งมองเห็นดินแดนพม่า แม่น้ำโขง ไปจนถึงฝั่งลาว และน้ำผุดที่มีชื่อว่า "น้ำพระทัย" อันหมายถึงน้ำพระราชหฤทัยของสมเด็จย่าที่หลั่งรินไม่เหือดแห้งสู่ราษฎรผู้ยากไร้ เหมือนน้ำจากยอดดอยไหลสู่ที่ราบอย่างไร้พรมแดน 

          ศูนย์ฝึกอาชีพผาหมี สมเด็จย่าได้พระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์จัดตั้งศูนย์บำบัดและฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดขึ้นที่บริเวณดอยผาหมีแห่งนี้ เพื่อให้การบำบัดรักษาผู้ติดยาทั้งร่างกายและจิตใจ พร้อมทั้งฝึกฝนอาชีพควบคู่ไปด้วย เพื่อที่จะให้ผู้เข้ารับการบำบัดสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ด้วยการที่พึ่งตนเองเมื่อหายเป็นปกติ


          พระธาตุดอยตุง ปฐมเจดีย์แห่งล้านนา สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ.1454 ภายในบรรจุพระรากขวัญเบื้องซ้าย (กระดูกไหปลาร้า) ของพระพุทธเจ้า ประดิษฐานอยู่บนยอดเขาสูงของเทือกเขานางนอน ห่างจากพระตำหนักประมาณ 7 กิโลเมตร ตามเส้นทางสายเก่า หรือ 12 กิโลเมตร ตามเส้นทางสายใหม่ ผ่านวัดน้อยดอยตุงจากนั้นเป็นสวนเทพารักษ์ ซึ่งเชื่อกันว่าเป็นที่สถิตของเทพารักษ์ และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ซึ่งปกปักรักษาองค์พระธาตุ

          หมู่บ้านชาวเขา ในบริเวณพื้นที่โครงการพัฒนาดอยตุงมี 26 หมู่บ้าน ของชนกลุ่มน้อยหลายเผ่าพันธุ์ ได้แก่ ไทยใหญ่ จีนฮ่อ ชาวเขาเผ่าอาขาและเผ่ามูเซอ แต่ละหมู่บ้านมีเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมแตกต่างกันไป ชาวบ้านเหล่านี้เข้ามาทำงานและฝึกอาชีพกับโครงการฯ ทำให้มีรายได้และคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นเรื่อย ๆ แต่พวกเขาก็ยังคงรักษาขนบธรรมเนียมประเพณีของเผ่าไว้ได้อย่างดี มีพิธีและงานฉลองประจำเผ่าน่าตื่นตาตลอดทั้งปี

อันดับ 4 น้ำตกทีลอซู

          ทีลอซู เลื่องชื่อในสายน้ำมหึมาที่ไหลบ่าลงจากแผ่นผากลางผืนป่ากับนานากิจกรรมท่องเที่ยวผจญภัยที่เติมสีสันให้กับชีวิตผู้มาเยือน


          น้ำตกทีลอซูเป็นน้ำตกที่มีขนาดใหญ่ที่สุดและสวยงามที่สุดของเมืองไทย เกิดจากลำห้วยกล้อท้อทั้งสายไหลตกลงจากหน้าผาสูงชันบนภูเขาหินปูนขนาดใหญ่ สูงจากระดับน้ำทะเลปานกลาง 900 เมตร ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าอุ้มผาง อำเภออุ้มผาง จังหวัดตาก อยู่ห่างจากที่ทำการเขตฯ 1.5 กิโลเมตร


          ทีลอซูได้รับการค้นพบเมื่อ 20 กว่าปีก่อน โดยพรานชาวกะเหรี่ยงคนหนึ่งที่เข้าป่ามาล่าสัตว์ คำว่า "ทีลอซู" ก็เป็นภาษากะเหรี่ยง แปลว่าน้ำตกใหญ่ หรือน้ำตกดัง ต่อมากรมป่าไม้ประกาศให้บริเวณนี้เป็นเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าอุ้มผาง และหลังจากการสำรวจบุกเบิกในปี พ.ศ.2528 น้ำตกทีลอซูก็เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางในแวดวงนักท่องเที่ยวผู้รักธรรมชาติ



          ทีลอซูมีความสวยงามเป็นพิเศษในช่วงฤดูฝนเนื่องจากน้ำฝนที่ตกลงมาจะเพิ่มปริมาณน้ำในลำธารทำให้สายน้ำตกกว้างใหญ่กว่าฤดูอื่น แต่ช่วงฤดูฝนทางเขตฯ ปิดไม่ให้รถยนต์เข้าสู่น้ำตกเพื่อถนอมสภาพทางไม่ให้เสียหายและป้องกันอันตรายแก่ผู้ใช้เส้นทาง โดยนักท่องเที่ยวสามารถใช้บริการทัวร์กับบริษัทนำเที่ยวซึ่งจะเดินทางด้วยเรือยางแทน และเดินป่าอีกราว 12 กิโลเมตร แต่หากไม่ท่องเที่ยวช่วงฤดูหนาว-ฤดูร้อนก็สามารถใช้ทางรถยนต์เข้าถึงตัวน้ำตกได้ จึงเป็นช่วงเวลาที่เที่ยวได้สะดวกที่สุด

 แหล่งท่องเที่ยวที่น่าสนใจ

          น้ำตกทีลอซู สายน้ำสีขาวสะอาดผืนใหญ่กว้างประมาณ 500 เมตร ไหลตกลงมาจากผาหินปูนสูงประมาณ 200 เมตร ร่มครึ้มด้วยแมกไม้ สายธารน้ำตำแบ่งเป็นสามแนว แนวด้านซ้ายมือใหญ่ที่สุด สูงที่สุด และสวยที่สุด ด้วยธารน้ำหลายสายไหลลดหลั่นเป็นชั้น ๆ แนวกลางสายน้ำไหลลงมาจากหน้าผาสูงชันใกล้เคียงกัน แต่ไม่เป็นชั้นและแคบกว่า ส่วนแนวทางขวามือจะเป็นสายน้ำหลายสายที่สุด ทว่าหน้าผาเตี้ยกว่าสองแนวแรก รวมเข้าด้วยกันเป็นภาพของน้ำตกทีลอซูที่ยิ่งใหญ่และงดงาม ทางเดินสู่ทีลอซูเป็นเส้นทางเดินศึกษาธรรมชาติระยะทาง 1.5 กิโลเมตร ลัดเลาะผ่านเข้าไปท่ามกลางป่าไผ่และป่าเบญจพรรณที่มีป้ายสื่อความหมายเกี่ยวกับธรรมชาติและพืชพรรณตามจุดต่าง ๆ สำหรับนักท่องเที่ยวเบื้องล่างของน้ำตกยังมีเส้นทางเดินท้าขึ้นไปยังจุดชมทิวทัศน์บนยอดเขาฝั่งตรงข้าม เป็นจุดที่มองเห็นน้ำนำทีลอซูได้สวยงามและชัดเจนที่สุด ใช้เวลาเดินไป-กลับประมาณ 2 ชั่วโมง

อันดับ 5 ดอยอ่างขาง

          โครงการหลวงดอยอ่างขางพลิกฟื้นผืนป่าเสื่อมโทรมให้กลับมาอุดมสมบูรณ์ทั้งยังเพิ่มพูนความงดงามด้วยไม้ดอกไม้ประดับเมืองหนาว แต้มแต่งสีสันตระการตาให้ขุนเขา


          ดอยอ่างขางเป็นที่ตั้งของสถานีเกษตรหลวงอ่างขาง อยู่ในเขตบ้านคุ้ม หมู่ที่ 5 ตำบลแม่งอน อำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ สูงจากระดับน้ำทะเลปานกลางประมาณ 1,400 เมตร มีพื้นที่ใช้ในการทำวิจัยประมาณ 1,200 ไร่ เกิดขึ้นจากการที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จเยี่ยมราษฎรชาวเขาบนดอย แล้วทอดพระเนตรเห็นการปลูกฝิ่นทำไร่เลื่อนลอยจึงมีพระราชประสงค์ให้ชาวเขาตามดอยต่าง ๆ ในภาคเหนือเลิกการปลูกฝิ่น ทรงสละพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์จำนวน 1,500 บาท ซื้อที่ดินในบริเวณดอยอ่างขางส่วนหนึ่ง แล้วโปรดเกล้าฯ ให้ตั้งโครงการหลวงขึ้นเป็นโครงการส่วนพระองค์ในปี พ.ศ. 2512 โดยหม่อมเจ้าภีศเดช  รัชนี เป็นองค์ประธานมูลนิธิโครงการหลวง สถานีเกษตรหลวงอ่างขางใช้เป็นสถานที่วิจัยทดลองปลูกพืชเมืองหนาวชนิดต่าง ๆ ได้แก่ ไม้ผล พืชผัก และไม้ดอกเมืองหนาว เพื่อเป็นตัวอย่างแก่เกษตรกรชาวเขาในการนำพืชเหล่านี้มาเพาะปลูกเป็นอาชีพ

  แหล่งท่องเที่ยวที่น่าสนใจ

          เส้นทางเดินป่าศึกษาธรรมชาติ มี 2 เส้นทาง คือ เส้นทางเดินชมกุหลาบพันปี อยู่ด้านนอก ห่างจากปากทางเข้าสถานีฯ ประมาณ 4.5 กิโลเมตร โดยจุดที่สูงที่สุดคือเนินพันเก้า ซึ่งมีความสูงถึง 1,928 เมตรจากระดับน้ำทะเลปานกลาง นักท่องเที่ยวจะต้องเดินทางเท้าเพื่อขึ้นไปถึงจุดยอดเป็นระยะทาง 500-800 เมตร ซึ่งจะชมความงามของกุหลาบพันปีได้ในช่วงเดือนธันวาคม-กุมภาพันธ์ ส่วนในช่วงเดือนอื่นก็ยังจะมีพรรณไม้แปลกตาให้ได้ชื่นชมอีกเช่นกัน เส้นทางศึกษาธรรมชาติของสถานีเกษตรหลวงอ่างขางนั้นกำหนดขึ้นบริเวณรอบสถานีฯ มีเส้นทางทั้งหมด 10 เส้นทางด้วยกัน และต้นไม้ที่ปลูกในเส้นทางเดินศึกษาธรรมชาตินั้น จะเป็นต้นไม้ที่นำเข้ามาจากไต้หวันทั้งหมด


          เส้นทางขี่จักรยานชมธรรมชาติ เป็นเส้นทางจากรีสอร์ตธรรมชาติอ่างขางเข้าเยี่ยมชมด้านในสถานีฯ ตลอดทางก็จะได้ชมธรรมชาติและแปลงเกษตรทดลอง ซึ่งนักท่องเที่ยวสามารถเช่าจักรยานจากสโมสรอ่างขางได้ หรือหากอยากเปลี่ยนบรรยากาศขี่ล่อ สัตว์ลูกผสมระหว่างม้าและลา ซึ่งแต่เดิมเป็นสัตว์พาหนะสำคัญของชาวเขาบนดอยแถบนี้ ก็สามารถติดต่อได้ที่สโมสรอ่างขางเช่นกัน


          กิจกรรมดูนก ดอยอ่างขางเป็นสถานที่ที่มีนกมากมายกว่า 1,000 ชนิด บางชนิดเป็นนกที่ใกล้สูญพันธุ์หาดูได้ยาก จุดที่เหมาะสำหรับการดูนก คือ บริเวณหน่วยจัดการต้นน้ำแม่เผอะบริเวณรอบรีสอร์ตธรรมชาติอ่างขาง และเส้นทางศึกษาธรรมชาติด้านหลังสำนักงานของสถานีฯ

อันดับ 6 หมู่เกาะพีพี

          หมู่เกาะพีพี เทือกเขาหินปูนกลางน้ำสีครามใส หาดทรายงามขาวสะอาดประกอบกันเป็นภูมิทัศน์ตระการตาที่มีเสน่ห์เฉพาะกิจ


          หมู่เกาะพีพีอยู่ห่างออกไปในทะเลราว 40 กิโลเมตร ในเขตของอุทยานแห่งชาติหาดนพรัตน์ธารา-หมู่เกาะพีพีท้องที่อำเภอเมืองฯ จังหวัดกระบี่ มีพื้นที่ทั้งหมดประมาณ 387 ตารางกิโลเมตร ครอบคลุมพื้นที่ส่วนใหญ่ด้านทิศตะวันตกของภาคใต้ในทะเลอันดามัน ลักษณะภูมิประเทศเป็นภูเขาหินปูนกลางน้ำ อุดมด้วยปะการัง และทิวทัศน์ใต้ทะเลที่งดงาม

  แหล่งท่องเที่ยวที่น่าสนใจ

          หมู่เกาะพีพีมีเกาะเด่น ๆ คือ เกาะพีพีดอนและเกาะพีพีเล


          เกาะพีพีดอน  เป็นเกาะที่สวยงามติดอันดับ 5 ของโลกด้วยอ่าวที่สวยงาม คือ อ่าวต้นไทรและอ่าวโละดาลัมที่อยู่ใกล้ชิดติดกัน คั่นกลางด้วยผืนดินแคบ ๆ เพียบพร้อมด้วยที่พัก ร้านค้า และสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับนักท่องเที่ยว รอบเกาะมีแนวปะการังขนาดเล็ก เหมาะสำหรับการอาบแดดเล่นน้ำทะเล ทางตอนเหนือของเกาะพีพีดอนยังมีเกาะไม้ไผ่และเกาะยุง  เกาะเล็ก ๆ ซึ่งงดงามด้วยหาดทรายขาวละเอียด แนวปะการังน้ำตื้น และสัตว์น้ำนานาชนิด เหมาะกับการดำน้ำตื้น

          เกาะพีพีเล อยู่ทางใต้ของเกาะพีพีดอน มีอ่าวที่สวยงามและมีชื่อเสียงระดับโลกจากภาพยนตร์เรื่อง The Beach คืออ่าวมาหยาที่มีหาดทรายขาวล้อมรอบด้วยผาหินสูงชัน เหมาะกับการเล่นน้ำ ดำน้ำ ไม่ไกลจากอ่าวยังมีถ้ำไวกิง ซึ่งมีภาพเขียนยุคก่อนประวัติศาสตร์และเป็นแหล่งเก็บรังนกนางแอ่น บริเวณเกาะบิดะนอกและเกาะบิดะในซึ่งเป็นเกาะเล็ก ๆ อยู่ใกล้กัน ยังมีผาหินใต้น้ำสูงชัน ถ้ำใต้ทะเล ปะการังอ่อน รวมทั้งสัตว์น้ำประเภทกุ้งขนาดเล็ก เหมาะกับการดำน้ำลึก

อันดับ 7 ภูชี้ฟ้า

          ภูชี้ฟ้า โต้ลมหนาวชมบรรยากาศยามอรุณรุ่งบนชะง่อนผาเสียดเมฆเหนือเทือกดอยสูง เป็นความประทับใจที่


          ภูชี้ฟ้าอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติป่าแม่อิงฝั่งขวาและป่าแม่งาว ในพื้นที่บ้านร่มฟ้าทอง หมู่ที่ 9 และบ้านร่มฟ้าไทย หมู่ที่ 10 ตำบลปอ อำเภอเวียงแก่น จังหวัดเชียงราย มีเนื้อที่ประมาณ 2,500 ไร่ พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นยอดเขาสูงจากระดับน้ำทะเลปานกลางตั้งแต่ 1,200-1,628 เมตร จุดสูงสุดคือบริเวณจุดชมทิวทัศน์ กรมป่าไม้ได้มีประกาศจัดตั้งเป็นวนอุทยานเมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2541


  แหล่งท่องเที่ยวที่น่าสนใจ

          ภูชี้ฟ้า เป็นยอดเขาสูงทีสุดในเทือกเขาดอยผาหม่น สูงจากระดับน้ำทะเลปานกลาง 1,628 เมตร ด้านที่ติดสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวเป็นหน้าผาสูงชัน เป็นจุดชุมวิวที่สวยที่สุด ในฤดูหนาวจะมีทิวทัศน์สวยงามเป็นพิเศษ นักท่องเที่ยวส่วนมากจะมาค้างแรมบริเวณบ้านร่มฟ้าทอง ห่างจากจุดชมวิวประมาณ 1.5 กิโลเมตร ก่อนจะเดินขึ้นภูชี้ฟ้าเพื่อไปชมทิวทัศน์ยามรุ่งอรุณในตอนเช้ามืด ซึ่งช่วงเดือนมกราคมบนเส้นทางจะพบดงนางพญาเสือโคร่งบานสะพรั่งสวยงาม และในช่วงเดือนกุมภานธ์รอบภูชี้ฟ้าต้นเสี้ยวดอกขาวจะออกดอกบานเต็มเชิงเขาตระการตา


อันดับที่ 8 เขาใหญ่

          เขาใหญ่ พงไพรมรดกโลก แหล่งต้นน้ำลำธารสารพันสัตว์ป่าน้อยใหญ่ น่าสนใจด้วยเส้นทางเดินป่าและนานากิจกรรมศึกษาธรรมชาติ


          อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ เป็นอุทยานแห่งชาติแห่งแรกของประเทศไทย มีเนื้อที่ 2,165.55 ตารางกิโลเมตร  ตั้งอยู่ในเทือกเขาพนมดงรักของดงพญาเย็นหรือดงพญาไฟในอดีต ประกอบด้วยขุนเขาน้อยใหญ่สลับซับซ้อนหลายลูก อุดมสมบูรณ์ไปด้วยพรรณไม้และสัตว์ป่านานาชนิด เป็นแหล่งต้นน้ำสำคัญหลายสาย ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกในนามของอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่-ผืนป่าดงพญาเย็น เมื่อปี พ.ศ.2548

  แหล่งท่องเที่ยวที่นาสนใจ

          อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่เป็นผืนป่ากว้าง จึงมีกิจกรรมท่องเที่ยวให้เลือกหลากหลาย

          เที่ยวน้ำตก

          น้ำตกเหวนรก เป็นน้ำตกใหญ่และสูงที่สุดในอุทยานฯ น้ำตกผากล้วยไม้ น้ำตกเหวสุวัต น้ำตกกองแก้ว น้ำตกเหวประทุน นำตกเหวอีอ่ำ น้ำตกไม้ปล้อง น้ำตกวังเหว น้ำตกเหวจั๊กจั่น น้ำตกนางรอง น้ำตกธารทิพย์ น้ำตกแก่งกฤษณา น้ำตกตะคร้อ น้ำตกสลัดได น้ำตกส้มป่อย น้ำตกผาไทรคู่ น้ำตกผากระชาย น้ำตกผาด่านช้าง น้ำตกผามะนาวยักษ์ น้ำตกตาดตาภู่ น้ำตกตาดตาคง น้ำตกผากระจาย น้ำตกผาหินขวาง น้ำตกผารากไทร น้ำตกผาชมพู และน้ำตกผาตะแบก


          ดูสัตว์ป่า ทางอุทยานฯ ได้สร้างหอดูสัตว์เพื่อให้นักท่องเที่ยวได้สังเกตและศึกษาพฤติกรรมสัตว์ป่า มีอยู่ 3 แห่งด้วยกัน คือ หอดูสัตว์หนองผักชี อยู่กิโลเมตรที่ 35-36 ถนนธนะรัชต์ บริเวณหนองผักชี ซึ่งเป็นแห่งน้ำของสัตว์ป่า หอดูสัตว์มอสิงโต อยู่ห่างจากศูนย์บริการนักท่องเที่ยวเขาใหญ่ประมาณ 500 เมตร บริเวณอ่างเก็บน้ำมอสิงโต รอบ ๆ มีลักษณะเป็นทุ่งหญ้าโล่ง หอดูสัตว์เขากำแพง อยู่ห่างจากหน่วยฯ คลองปลากั้งประมาณ 2 กิโลเมตร ในทุ่งหญ้าติดชายป่าเชิงเขากำแพง ยามเย็นจะมีฝูงกระทิงออกหากิน เห็นได้ชัดเจน

          นอกจากนี้ ยังมีการส่องสัตว์ คือการขับรถแล้วใช้ไฟส่องสัตว์ในเวลากลางคืนไปตามถนน สามารถติดต่อขออนุญาตได้ที่ศูนย์บริการนักท่องเที่ยว หรือที่ทำการอุทยานฯ ก่อนเวลา 18.00 น. ทุกวัน

          ดูนก เขาใหญ่เป็นแหล่งดูนกที่ดีที่สุดแห่งหนึ่ง เพราะพบนกมากกว่า 340 ชนิด ทั้งนกอพยพและนกประจำถิ่น เส้นทางดูนกจะอยู่บริเวณศูนย์บริการท่องเที่ยว-ค่ายพักกองแก้ว ศูนย์บริการนักท่องเที่ยว-มอสิงโต สองข้างทางถนน บริเวณสนามกอล์ฟ (เดิม) ผากล้วยไม้-เหวสุวัต-ด่านช้าง-บึงไผ่ และเขาเขียว


          เดินป่าศึกษาธรรมชาติ เส้นทางศูนย์บริการนักท่องเที่ยวน้ำตกกองแก้ว ระยะทางประมาณ 1,200 เมตร เส้นทางนี้จะปูด้วยอิฐตัวหนอน มีป้ายสื่อความหมายตลอดเส้นทาง นักท่องเที่ยวสามารถเดินเองได้

          เส้นทางเดินป่าประเภทไม่พักแรม การเดินป่าศึกษาธรรมชาติในเส้นทางเดินป่าประเภทนี้ ผู้ที่สนใจต้องติดต่อขออนุญาตจากเจ้าหน้าที่ก่อน ได้แก่ เส้นทางดงติ้ว-มอสิงโต ระยะทาง 2 กิโลเมตร ผ่านป่าดงดิบเลียบริมห้วย มีต้นสมพงขนาดยักษ์มีพูพอนสูงท่วมหัวคน เส้นทางสายดงติ้ว-หนองผักชีระยะทาง 4 กิโลเมตร ผ่านป่าดงดิบที่มีความหลากหลายของพืชพรรณ จนไปถึงหอดูสัตว์หนองผักชี เส้นทางผากล้วยไม้-เหวสุวัต ระยะทาง 3 กิโลเมตร ทางเลียบริมห้วย เส้นทาง กม. 33-หนองผักชี ระยะทาง 2.5 กิโลเมตร ผ่านป่าดงดิบ ยังมีเส้นทางเดินป่าที่น่าสนใจคือ เส้นทางวังจำปี-หนองผักชีและเส้นทางกองแก้ว-เหวสุวัต

          เส้นทางเดินป่าประเภทท่องไพร เส้นทางเดินป่าระยะไกล ต้องมีการพักแรมในป่า โดยมากเป็นเส้นทางที่อยู่รอบอุทยานฯ ติดต่อเดินป่าได้ ณ ที่ทำการอุทยานฯ และหน่วยพิทักษ์อุทยานฯ ใกล้เคียงเส้นทางเขาสมอปูน ใช้เวลาเดินทาง 4 วัน 3 คืน เส้นทางคลองปลากั้ง ใช้เวลา 4 วัน 3 คืน เส้นทางสะท้อน-แก่งยาว เดินทางแบบเช้าไป-เย็นกลับ หรือพักแรม 1 คืนก็ได้ เส้นทางโป่งตาลอง ใช้เวลา 2 วัน 1 คืน เส้นทางกลุ่มน้ำตกในตำบลบุฝ้าย ใช้เวลา 3 วัน 2 คืน

          ล่องแก่งหินเพิง แก่งหินขนาดใหญ่กลางแม่น้ำใสใหญ่ในเขตอำเภอนาดี จังหวัดปราจีนบุรี ในยามน้ำหลากราวเดือนกรกฎาคม-พฤศจิกายน ผู้ชื่นชอบความตื่นเต้นเร้าใจนิยมล่องเรือยางจากแก่งหินเพิงลงมายังหน่วยพิทักษ์อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ที่ขญ. 9 อีกด้วย

อันดับ 9 เกาะช้าง

          เกาะช้าง เกาะใหญ่สมชื่อ เลื่องลือด้วยหาดทรายงามน้ำสวยใสกิจกรรมท่องเที่ยวทางทะเลหลากหลายและความสะดวกสบายที่ครบครัน


          เกาะช้างเป็นส่วนหนึ่งของอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะช้าง ซึ่งเป็นอุทยานแห่งชาติลำดับที่ 45 ของประเทศไทยประกอบด้วยเกาะใหญ่น้อยมากกว่า 40 เกาะ รวมทั้งเกาะที่เป็นโขดหินกลางทะเลอีกจำนวนมาก ในท้องที่กิ่งอำเภอเกาะช้างและกิ่งอำเภอเกาะกูด จังหวัดตราด ห่างจากฝั่งประมาณ 8 กิโลเมตร หมู่เกาะเหล่านี้มีหาดทรายที่ขาวสะอาด น้ำทะเลใสสวย และอุดมสมบูรณ์ด้วยสรรพชิวิตใต้ท้องทะเล โดยเฉพาะสิ่งมีชีวิตในแนวปะการัง น่านน้ำทางตะวันออกของเกาะช้างได้เกิดการรบครั้งสำคัญในสมัยสงครามอินโดจีน โดยเรือรบหลวงสงขลา เรือรบหลวงชลบุรี และเรือรบหลวงธนบุรี ได้ทำยุทธนาวีกับเรือรบฝรั่งเศสจำนวน 7 ลำ ซึ่งนำโดยเรือลามอตต์ปีเกต์ และได้รับชัยชนะเมื่อวันที่ 17 มกราคม พ.ศ.2484


  แหล่งท่องเที่ยวที่น่าสนใจ

          เกาะช้าง ในจำนวนกว่า 40 เกาะของอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะช้าง เกาะช้างเป็นเกาะที่ใหญ่ที่สุด ใหญ่เป็นอันดับสองของประเทศไทยรองจากเกาะภูเก็ต มีธรรมชาติหลากหลาย ทั้งภูเขา ป่าไม้ น้ำตก หาดทราย ฝั่งตะวันตกของเกาะมีหาดทรายขาวสวยงามเรียงราย คือหาดทรายขาว หาดคลองพร้าว หาดไก่แบ้ หน้าหาดที่เกาะเล็ก ๆ คือ เกาะปลี เกาะหยวก น้ำใส มีแนวปะการัง เหมาะกับการดำน้ำสนอร์เกิล ฝั่งตะวันออกของเกาะเป็นแหลมและหาดเลน มีน้ำตกหลายแห่ง แต่จะสวยงามเฉพาะหน้าฝน คือ น้ำตกธารมะยมและน้ำตกคลองพลู ส่วนทางทิศใต้ของเกาะมีเกาะบริวาร 40 เกาะ เกาะที่สำคัญ ได้แก่เกาะง่าม เกาะหวาย เกาะกระ เกาะรัง ซึ่งมีแนวปะการังที่สวยงาม นอกจากนั้นยังมีน้ำตกคีรีเพชรอีกด้วย



อันดับ 10 ปาย

          อำเภอปาย เมืองเล็กในโอบกอดขุนเขาสูงใหญ่น่าสนใจด้วยบรรยากาศอันสงบงดงามและรายละเอียดที่ต้องใช้เวลาในการสัมผัส


          ปายเป็นอำเภอหนึ่งทางเหนือของจังหวัดแม่ฮ่องสอนที่ได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวทั้งขาวไทยและชาวต่างประเทศ ด้วยเสน่ห์ของเมืองน้อยกลางโอบล้อมของขุนเขา ท้องทุ่ง และสายน้ำ ท่ามกลางบรรยากาศเงียบสงบและอากาศเย็นสบาย

  แหล่งท่องเที่ยวที่น่าสนใจ

          เมืองปายเป็นเมืองเล็ก ๆ กิจกรรมที่เหมาะสมที่สุดคือการเช่าจักรยานขี่ท่องเที่ยว ซึ่งนอกจากในตัวเมืองที่ใช้เวลาไม่นานก็เที่ยวได้ทั่วแล้ว ยังมีเส้นทางอื่นที่สวยงามและน่าสนใจ คือ


          เส้นทางน้ำตกหมอแปง ไปตามถนนลาดยางผ่านโรงพยาบาลปาย บนเส้นทางมีวัดหัวนางดงามด้วยสถาปัตยกรรมแบบไทยใหญ่ และวัดน้ำฮู ซึ่งประดิษฐานพระเจ้าอุ่นเมือง พระพุทธรูปสัมฤทธิ์ ภายในพระเศียรกลวง เปิดออกได้ และมีน้ำซึมออกมาตลอดเวลา เชื่อกันว่าเป็นน้ำศักดิ์สิทธิ์ เลยต่อไปเป็นหมู่บ้านชาวจีนฮ่อ บ้านสันติชล ผ่านหมู่บ้านลีซอเป็นถนนดินไปสุดทางที่น้ำตกหอมแปง น้ำตกขนาดเล็ก บรรยากาศร่มรื่นด้วยแมกไม้

          เส้นทางพระธาตุแม่เย็น-น้ำพุร้อนท่าปาย เริ่มจากสะพานราษฎร์ดำรงตรงไปประมาณ 2 กิโลเมตรถึงบ้านแม่เย็น มีบันไดขึ้นไปยังวัดพระธาตุแม่เย็น บนยอดเขาเป็นจุดชมทิวทัศน์ที่สามารถมองเห็นเมืองปายได้ทั้งเมือง โดยจะงดงามเป็นพิเศษในยามพระอาทิตย์ขึ้นและพระอาทิตย์ตก บนเส้นทางยังมีศูนย์วัฒนธรรมปายที่จัดให้มีการแสดงทางวัฒนธรรมต่าง ๆ ทุกวันเสาร์ลัดเลาะไปตามทางขึ้นลงเขาอีกประมาณ 5 กิโลเมตร เป็น ปางช้าง บริการนั่งช้างเที่ยวป่า ยังมีบ่อน้ำพุร้อนท่าปาย ธารน้ำร้อนท่ามกลางร่มเงาแมกไม้ จากบ่อน้ำร้อนออกมา 2 กิโลเมตร จะออกสู่ทางหลวงหมายเลข 1095 เลี้ยวขวาจะพบสะพานเหล็กสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 บนทางกลับเข้าเมืองมีกองแลน หรือปายแคนยอน


          เส้นทางวงรอบบ้านเวียงเหนือ-บ้านแม่ของ เริ่มจากสะพานราษฎร์ดำรง ข้ามสะพานไปเลี้ยวซ้ายตรงทางแยก เป็นเส้นทางที่ไม่มีสถานที่สำคัญ แต่ตลอดเส้นทางสวยงามด้วยบรรยากาศสองฟากฝั่ง ทิวทัศน์ของท้องทุ่ง แม่น้ำ และทิวเขา เหมาะกับนักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบการขี่จักรยานท่องเที่ยวระยะไกล
Read More ->>

รู้จัก 10 ประเทศอาเซียน ประวัติอาเซียน10ประเทศ

รู้จัก 10 ประเทศอาเซียน ประวัติอาเซียน10ประเทศ


ประเทศอาเซียน

เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม
ขอขอบคุณภาพประกอบจาก flagspot.net , สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ 

          ในสภาวะแห่งยุคทุนนิยม ที่เศรษฐกิจเป็นตัวขับเคลื่อนและผลักดันให้ประเทศต่าง ๆ ก้าวรุดไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว ประกอบกับประเทศต่าง ๆ นั้นอยู่รวมกันเป็นสังคมโลก ไม่สามารถอยู่โดดเดี่ยวเดียวดายได้ จึงต้องมีการรวมตัวกันของประเทศในแต่ละภูมิภาคเพื่อเพิ่มอำนาจในการต่อรองและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในเวทีระหว่างประเทศ เพื่อให้ได้มาซึ่งผลประโยชน์ร่วมและพัฒนาประเทศในภูมิภาคไปพร้อม ๆ กัน ด้วยเหตุนี้ ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้หรือ อาเซียน จึงได้มีข้อตกลงให้อาเซียนรวมตัวเป็นชุมชนหรือประชาคมเดียวกันให้สำเร็จภายในปี พ.ศ. 2558 (ค.ศ. 2015)

          แต่ก่อนที่เราจะมาดูเนื้อหาสาระของการรวมตัวเป็นประชาคมอาเซียนนี้ เราจะมาย้อนดูกันรวมตัวกันของประเทศในอาเซียนว่ามีการรวมตัวกันได้อย่างไร จนมาเป็นอาเซียนในปัจจุบัน

          โดยอาเซียนหรือ สมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้  (ASEAN : The Association of South East Asian Nations) ได้ก่อตั้งเมื่อวันที่ 8 สิงหาคม พ.ศ.2510 โดยประเทศผู้ก่อตั้งอาเซียน คือ ไทย อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ และสิงคโปร์ ต่อมาในปีพ.ศ.2527 บรูไน ดารุสซาลาม ได้เข้ามาเป็นสมาชิก ตามด้วยเวียดนามเข้ามาเป็นสมาชิกเมื่อ พ.ศ. 2538  ขณะที่พม่าและลาวเข้ามาเป็นสมาชิกใน พ.ศ.2540 และประเทศสุดท้ายคือกัมพูชา เข้าเป็นสมาชิกอาเซียน เมื่อ พ.ศ. 2542  ปัจจุบันอาเซียนมีประเทศสมาชิกทั้งหมด 10 ประเทศ

 รู้จัก 10 ประเทศอาเซียน 


บรูไน


1.บรูไนดารุสซาลาม (Brunei Darussalam) 

          ประเทศบรูไน มีชื่อเป็นทางการว่า "เนการาบรูไนดารุสซาลาม" มีเมือง "บันดาร์เสรีเบกาวัน"เป็นเมืองหลวง ถือเป็นประเทศที่มีขนาดไม่ใหญ่นัก เพราะมีพื้นที่ประมาณ 5,765 ตารางกิโลเมตร ปกครองด้วยระบบสมบูรณาญาสิทธิราช โดยมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข มีประชากร 381,371 คน (ข้อมูลปี พ.ศ.2550) โดยประชากรเกือบ 70% นับถือศาสนาอิสลาม และใช้ภาษามาเลย์เป็นภาษาราชการ

           อ่านข้อมูลของประเทศบรูไนได้ที่นี่ 


กัมพูชา

2.ราชอาณาจักรกัมพูชา (Kingdom of Cambodia)

          เมืองหลวงคือ กรุงพนมเปญ เป็นประเทศที่มีอาณาเขตติดต่อกับประเทศไทยทางทิศเหนือ และทิศตะวันตก มีพื้นที่ 181,035 ตารางกิโลเมตร หรือขนาดประมาณ 1 ใน 3 ของประเทศไทย มีประชากร 14 ล้านคน (ข้อมูลปี พ.ศ.2550) โดยประชากรกว่า 80% อาศัยอยู่ในชนบท 95% นับถือศาสนาพุทธนิกายเถรวาท ใช้ภาษาเขมรเป็นภาษาราชการ แต่ก็มีหลายคนที่พูดภาษาอังกฤษ ฝรั่งเศส และเวียดนามได้

           อ่านข้อมูลประเทศกัมพูชา ได้ที่นี่


อินโดนีเซีย


3.สาธารณรัฐอินโดนีเซีย (Republic of Indonesia)

          เมืองหลวงคือ จาการ์ตา ถือเป็นประเทศหมู่เกาะขนาดใหญ่ที่สุดในโลก โดยมีพื้นที่ 1,919,440 ตารางกิโลเมตร และมีประชากรมากถึง 240 ล้านคน (ข้อมูลปี พ.ศ.2553) โดย 61% อาศัยอยู่บนเกาะชวา ส่วนใหญ่นับถือศาสนาอิสลาม และใช้ภาษา Bahasa Indonesia เป็นภาษาราชการ

           อ่านข้อมูลประเทศอินโดนีเซีย ได้ที่นี่


ลาว

4.สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป.ลาว) (The Lao People's Democratic Republic of Lao PDR)

          เมืองหลวงคือ เวียงจันทน์ ติดต่อกับประเทศไทยทางทิศตะวันตก โดยประเทศลาวมีพื้นที่ประมาณครึ่งหนึ่งของประเทศไทย คือ 236,800 ตารางกิโลเมตร พื้นที่กว่า 90% เป็นภูเขาและที่ราบสูง และไม่มีพื้นที่ส่วนใดติดทะเล ปัจจุบัน ปกครองด้วยระบอบสังคมนิยม โดยมีประชากร 6.4 ล้านคน ใช้ภาษาลาวเป็นภาษาหลัก แต่ก็มีคนที่พูดภาษาไทย ภาษาอังกฤษ และภาษาฝรั่งเศสได้ ประชากรส่วนใหญ่นับถือศาสนาพุทธ

           อ่านข้อมูลประเทศลาว ได้ที่นี่


มาเลเซีย


5.ประเทศมาเลเซีย (Malaysia)

          เมืองหลวงคือ กรุงกัวลาลัมเปอร์ เป็นประเทศที่ตั้งอยู่ในเขตศูนย์สูตร แบ่งเป็นมาเลเซียตะวันตกบคาบสมุทรมลายู และมาเลเซียตะวันออก ตั้งอยู่บนเกาะบอร์เนียว ทั้งประเทศมีพื้นที่ 329,758 ตารางกิโลเมตร จำนวนประชากร 26.24 ล้านคน นับถือศาสนาอิสลามเป็นศาสนาประจำชาติ ใช้ภาษา Bahasa Melayu เป็นภาษาราชการ

           อ่านข้อมูลประเทศมาเลเซีย ได้ที่นี่

ฟิลิปปินส์


6.สาธารณรัฐฟิลิปปินส์ (Republic of the Philippines)

          เมืองหลวงคือ กรุงมะนิลา ประกอบด้วยเกาะขนาดต่าง ๆ รวม 7,107 เกาะ โดยมีพื้นที่ดิน 298.170 ตารางกิโลเมตร มีประชากร 92 ล้านคน (ข้อมูลปี พ.ศ.2553) ส่วนใหญ่นับถือศาสนาคริสต์ และเป็นประเทศที่มีประชากรนับถือศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิกเป็นอันดับ 4 ของโลก มีการใช้ภาษาในประเทศมากถึง 170 ภาษา แต่ใช้ภาษาอังกฤษ และภาษาตากาลอก เป็นภาษาราชการ

           อ่านข้อมูลประเทศฟิลิปปินส์ ได้ที่นี่


สิงคโปร์


7.สาธารณรัฐสิงคโปร์ (The Republic of Singapore)

          เมืองหลวงคือ กรุงสิงคโปร์ ตั้งอยู่บนตำแหน่งยุทธศาสตร์ที่เป็นศูนย์กลางคมนาคมทางเรือของอาเซียน จึงเป็นประเทศที่มีการพัฒนาทางด้านเศรษฐกิจมากที่สุดในย่านนี้ แม้จะมีพื้นที่ราว 699 ตารางกิโลเมตรเท่านั้น มีประชากร 4.48 ล้านคน ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาทางการ แต่มีภาษามาเลย์เป็นภาษาประจำชาติ ปัจจุบันใช้การปกครองแบบสาธารณรัฐ (ประชาธิปไตยแบบรัฐสภา มีสภาเดียว)

           อ่านข้อมูลประเทศสิงคโปร์ ได้ที่นี่


ประเทศไทย


8.ราชอาณาจักรไทย (Kingdom of Thailand)

          เมืองหลวงคือกรุงเทพมหานคร มีพื้นที่ 513,115.02 ตารางกิโลเมตร ประกอบด้วย 77 จังหวัด มีประชากร 65.4 ล้านคน (ข้อมูลปี พ.ศ.2553) ส่วนใหญ่นับถือศาสนาพุทธ และใช้ภาษาไทยเป็นภาษาราชการ ปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย โดยมีพระมหากษัตริย์เป็นองค์ประมุขของประเทศ

           อ่านข้อมูลประเทศไทย ได้ที่นี่ 


เวียดนาม

9.สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม (The Socialist Republic of Vietnam)

          เมืองหลวงคือ กรุงฮานอย มีพื้นที่ 331,689 ตารางกิโลเมตร จากการสำรวจถึงเมื่อปี พ.ศ.2553 มีประชากรประมาณ 88 ล้านคน ประมาณ 25% อาศัยอยู่ในเขตเมือง ส่วนใหญ่ร้อยละ 70 นับถือศาสนาพุทธนิกายมหายาน ที่เหลือนับถือศาสนาคริสต์ ปัจจุบัน ปกครองด้วยระบอบสังคมนิยมคอมมิวนิสต์

           อ่านข้อมูลประเทศเวียดนาม ได้ที่นี่ 


ประเทศพม่า


10.สหภาพพม่า (Union of Myanmar)

          มีเมืองหลวงคือ เนปิดอว ติดต่อกับประเทศไทยทางทิศตะวันออก โดยทั้งประเทศมีพื้นที่ประมาณ 678,500 ตารางกิโลเมตร ประชากร 48 ล้านคน กว่า 90% นับถือศาสนาพุทธนิกายเถรวาท หรือหินยาน และใช้ภาษาพม่าเป็นภาษาราชการ

           อ่านข้อมูลประเทศพม่า ได้ที่นี่



ประเทศอาเซียน

          ตลอดระยะเวลา 44 ปีที่ผ่านมา อาเซียนได้เกิดความร่วมมือ รวมทั้งมีการวางกรอบความร่วมมือ เพื่อสร้างความเข็มแข็ง รวมถึงความมั่นคงของประเทศสมาชิกทั้งด้านความมั่นคงเศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรม และในปี พ.ศ. 2558 อาเซียนได้วางแนวทางก้าวไปสู่ประชาคมอาเซียนอย่างสมบูรณ์ ภายใต้คำขวัญคือ  "หนึ่งวิสัยทัศน์ หนึ่งเอกลักษณ์ หนึ่งประชาคม" (One Vision, One Identity, One Community) โดยมุ่งเน้นไปที่ 3 ประชาคม คือ ประชาคมการเมืองและความมั่นคงอาเซียน(ASEAN Political Security Community : APSC)  ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (ASEAN Economic Community : AEC) และประชาคมสังคมและวัฒนธรรมอาเซียน (ASEAN Socio-Cultural Community : ASCC)

          โดยเมื่อวันที่ 1 มีนาคม พ.ศ.2552 ผู้นำอาเซียนได้ลงนามรับรองปฏิญญาชะอำ หัวหิน ว่าด้วยแผนงานจัดตั้งประชาคมอาเซียน (ค.ศ. 2009-2015) เพื่อจัดตั้งประชาคมอาเซียนภายในปี 2558 ซึ่งประชาคมอาเซียนประกอบด้วยเสาหลัก 3 เสา ดังต่อไปนี้

           1.ประชาคมการเมืองและความมั่นคงอาเซียน  (ASEAN Security Community – ASC) มุ่งให้ประเทศในภูมิภาคอยู่ร่วมกันอย่างสันติ มีระบบแก้ไขความขัดแย้ง ระหว่างกันได้ด้วยดี มีเสถียรภาพอย่างรอบด้าน มีกรอบความร่วมมือเพื่อรับมือกับภัยคุกคามความมั่นคงทั้งรูปแบบเดิมและรูปแบบใหม่ ๆ เพื่อให้ประชาชนมีความปลอดภัยและมั่นคง

           2.ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (ASEAN Economic Community – AEC) มุ่งให้เกิดการรวมตัวกันทางเศรษฐกิจ และการอำนวยความสะดวกในการติดต่อค้าขายระหว่างกัน อันจะทำให้ภูมิภาคมีความเจริญมั่งคั่ง และสามารถแข่งขันกับภูมิภาคอื่น ๆ ได้เพื่อความอยู่ดีกินดีของประชาชนในประเทศอาเซียน โดย

                มุ่งให้เกิดการไหลเวียนอย่างเสรีของ สินค้า บริการ การลงทุน เงินทุน การพัฒนาทางเศรษฐกิจ และการลดปัญหาความยากจนและความเหลื่อมล้ำทางสังคมภายในปี 2020

                ทําให้อาเซียนเป็นตลาดและฐานการผลิตเดียว (single market and production base)

                 ให้ความช่วยเหลือแก่ประเทศสมาชิกใหม่ของอาเซียนเพื่อลดช่องว่างการพัฒนาและช่วยให้ประเทศเหล่านี้เข้าร่วมกระบวนการรวมตัวทางเศรษฐกิจของอาเซียน

                ส่งเสริมความร่วมมือในนโยบายการเงินและเศรษฐกิจมหภาคตลาดการเงินและตลาดทุน การปะกันภัยและภาษีอากร การพัฒนาโครงสร้างพิ้นฐานและการคมนาคม พัฒนาความร่วมมือด้านกฎหมาย การเกษตร พลังงาน การท่องเที่ยว การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์โดยการยกระดับการศึกษาและการพัฒนาฝีมือแรงงาน
   
          กลุ่มสินค้าและบริการนำร่องที่สำคัญ ที่จะเกิดการรวมกลุ่มกัน คือ สินค้าเกษตร / สินค้าประมง / ผลิตภัณฑ์ไม้ / ผลิตภัณฑ์ยาง / สิ่งทอ / ยานยนต์ /อิเล็กทรอนิกส์ / เทคโนโลยีสารสนเทศ (e-ASEAN) / การบริการด้านสุขภาพ, ท่องเที่ยวและการขนส่งทางอากาศ (การบิน) กำหนดให้ปี พ.ศ. 2558 เป็นปีที่เริ่มรวมตัวกันอย่างเป็นทางการ โดยผ่อนปรนให้กับประเทศ ลาว กัมพูชา พม่า และเวียตนาม สำหรับประเทศไทยได้รับมอบหมายให้ทำ Roadmap ทางด้านท่องเที่ยวและการขนส่งทางอากาศ (การบิน)


ความร่วมมือ


           3.ประชาคมสังคมและวัฒนธรรมอาเซียน (ASEAN Socio-Cultural Community – ASCC) เพื่อให้ประชาชนแต่ละประเทศอาเซียนอยู่ร่วมกันภายใต้แนวคิดสังคมที่เอื้ออาทร มีสวัสดิการทางสังคมที่ดี และมีความมั่นคงทางสังคม

          สำหรับการเตรียมความพร้อมเพื่อก้าวเข้าสู่การเป็นประชาคมอาเซียนนั้น ประเทศไทยในฐานะที่เป็นผู้นำในการก่อตั้งสมาคมอาเซียน มีศักยภาพในการเป็นแกนนำในการสร้างประชาคมอาเซียนให้เข้มแข็ง จึงได้มีการเตรียมความพร้อมเพื่อก้าวเข้าสู่การเป็นประชาอาเซียน โดยจะมุ่งเน้นเรื่องการศึกษา ซึ่งจัดอยู่ในประชาคมสังคมและวัฒนธรรม ที่จะมีบทบาทสำคัญที่จะส่งเสริมให้ประชาคมด้านอื่น ๆ ให้มีความเข้มแข็ง เนื่องจากการศึกษาเป็นรากฐานของการพัฒนาในทุก ๆ ด้าน และจะมีการส่งเสริมให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางด้านอาเซียนศึกษา เป็นศูนย์การเรียนรู้ด้านศาสนาและวัฒนธรรม เพื่อขับเคลื่อนประชาคมอาเซียนด้วยการศึกษา ด้วยการสร้างความเข้าใจในเรื่องเกี่ยวกับเพื่อนบ้านในกลุ่มประเทศอาเซียน ความแตกต่างทางด้านชาติพันธุ์ หลักสิทธิมนุษยชน ตลอดจนการส่งเสริมการเรียนการสอนภาษาต่างประเทศเพื่อพัฒนาการติดต่อสื่อสารระหว่างกันในประชาคมอาเซียน
 
Read More ->>
ขับเคลื่อนโดย Blogger.